ลองพิมพ์คำว่า mood tracker ภาษาไทย ใน App Store ดู จะเจอแอพหน้าตาน่ารักขึ้นมาเป็นแถว ทุกตัวสัญญาว่าจะช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่พอโหลดมาใช้จริง หลายคนเลิกภายในสัปดาห์แรก ไม่ใช่เพราะแอพไม่ดี แต่เพราะมันไม่เข้ากับจังหวะชีวิตของเรา บทความนี้เลยไม่ได้จะบอกว่าตัวไหนดีที่สุด แต่อยากชวนดูว่าควรเช็กอะไรบ้าง ก่อนเลือกสักตัวมาอยู่ในมือถือ
แบบแรกคือแบบกระดาษ หลายคนวาดตารางในสมุด แล้วระบายสีหนึ่งช่องต่อหนึ่งวัน ข้อดีคือไม่มีแจ้งเตือนมารบกวน และได้ใช้มือจริง ๆ ข้อเสียคือถ้าลืมพกสมุด ก็ต้องมานั่งนึกย้อนว่าเมื่อวานรู้สึกยังไง ซึ่งความจำเรื่องอารมณ์มักคลาดเคลื่อนเร็วกว่าที่คิด
แบบที่สองคือแอพบันทึกอารมณ์ที่เน้นแตะแล้วจบ เลือกหน้ายิ้มหรือหน้าเศร้า อาจเลือกคำอารมณ์เพิ่มอีกนิด ใช้เวลาไม่กี่วินาที เหมาะกับคนที่อยากเห็นภาพรวมเป็นกราฟ แต่ไม่อยากเขียนยาว
แบบที่สามคือแอพไดอารี่ที่มีการบันทึกอารมณ์อยู่ในตัว เลือกอารมณ์ก่อน แล้วจะเขียนต่อหรือไม่ก็ได้ เหมาะกับคนที่บางวันอยากเล่ายาว บางวันขอแค่กดสองสามทีแล้วนอน
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับแบบไหน ลองนึกถึงคืนที่เหนื่อยที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา คืนนั้นเราอยากเขียนสักย่อหน้า หรืออยากแค่กดอะไรสักอย่างแล้ววางมือถือ คำตอบของคืนนั้นบอกได้ดีกว่ารีวิวไหน ๆ
เรื่องแรกคือความเร็ว ลองจับเวลาดูว่าตั้งแต่เปิดแอพจนบันทึกเสร็จ ใช้กี่แตะ วันที่เหนื่อย ถ้าต้องผ่านหลายหน้าจอกว่าจะเสร็จ เราจะข้ามมันไปง่าย ๆ
เรื่องที่สองคือคำอารมณ์ภาษาไทยตรงใจเราแค่ไหน บางแอพแปลจากภาษาอังกฤษตรงตัว จนอ่านแล้วแข็ง ไม่เหมือนคำที่เราใช้คุยกับเพื่อน ลองไล่ดูรายการคำอารมณ์ ถ้าเจอคำที่รู้สึกว่า นี่แหละ ตรงกับที่เป็นอยู่ เป็นสัญญาณที่ดี ถ้ามีให้เลือกได้มากกว่าหนึ่งคำต่อครั้งยิ่งดี เพราะความรู้สึกจริง ๆ มักมาเป็นก้อนผสม
เรื่องที่สามคือการดูย้อนหลัง บันทึกที่ไม่เคยถูกเปิดอ่านอีกเลยก็มีประโยชน์น้อยลงไปครึ่งหนึ่ง ลองดูว่าแอพมีปฏิทินให้เห็นสีของแต่ละวัน มีสรุปรายสัปดาห์ หรือค้นหาบันทึกเก่าได้ง่ายไหม
เรื่องสุดท้ายคือน้ำเสียงของแอพ สังเกตว่าเวลาเราหายไปหลายวัน มันพูดกับเรายังไง แอพที่ทวงหรือทำให้รู้สึกผิด อาจไม่เหมาะกับการดูแลใจเท่าไร
อีกเรื่องที่มองข้ามกันบ่อยคือการแจ้งเตือน บางคนชอบให้มีเสียงเตือนตอนหัวค่ำ เพราะช่วยให้ไม่ลืม บางคนเห็นแจ้งเตือนแล้วรู้สึกเหมือนมีการบ้านค้างอยู่ ลองดูว่าแอพให้ตั้งเวลาเองได้ไหม และปิดได้ง่ายหรือเปล่า เพราะเครื่องมือดูแลใจไม่ควรกลายเป็นเสียงรบกวนอีกเสียงในวันที่วุ่นอยู่แล้ว
บันทึกอารมณ์เป็นข้อมูลที่ส่วนตัวมาก ก่อนเขียนอะไรลึก ๆ ลงไป ควรรู้ว่ามันถูกเก็บไว้ที่ไหน มีล็อกด้วยรหัสหรือสแกนหน้าไหม สำรองข้อมูลออกมาเก็บเองได้หรือเปล่า และถ้าแอพมีฟีเจอร์ AI ช่วยสรุป ก็ควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวว่าข้อความของเราถูกส่งไปประมวลผลที่ไหน ไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัว แค่ควรรู้ไว้ก่อนตัดสินใจ
เรื่องราคา หลายคนมองหาแอพจดบันทึกไดอารี่ฟรีเป็นอย่างแรก ซึ่งไม่แปลก แต่ควรดูให้ชัดว่าฟรีแค่ไหน บางตัวให้ลองสองสามวันแล้วล็อกฟีเจอร์เขียน บางตัวฟรีแต่มีโฆษณาคั่นระหว่างบันทึก ถ้าเราตั้งใจจะใช้เป็นปี การรู้ตั้งแต่แรกช่วยให้ไม่ต้องย้ายบ้านกลางทาง
วิธีที่ดีที่สุดในการเลือก mood tracker คือใช้มันในชีวิตจริงสักสองสัปดาห์ ทั้งวันที่ดีและวันที่แย่ แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่ายังอยากเปิดมันอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือไม่ ก็เปลี่ยนได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เครื่องมือควรปรับตามเรา ไม่ใช่เราปรับตามเครื่องมือ
ถ้ากำลังมองหา mood tracker ภาษาไทยสักตัวไว้ลอง Orbit ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ใช้ฟรี เลือกได้ 5 ระดับอารมณ์กับ 24 คำความรู้สึกในประมาณ 4 แตะ จะเขียนต่อหรือไม่ก็ได้ และล็อกแอพด้วย PIN หรือ Face ID ได้ ลองเทียบกับเกณฑ์ข้างบนดู แล้วเลือกตัวที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจที่สุด